สั่งถก แบงก์'อุ้มอสังหาฯ

REVIEW
  • สั่งถก แบงก์'อุ้มอสังหาฯ

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ วานนี้ (11 มี.ค.) มีการประเมินผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยรัฐบาลให้ความสนใจกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวลง และสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปหารือกับธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ

    ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2557 โดยระบุว่าภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปัจจุบันได้ชะลอตัวลง

    เนื่องจากปริมาณการก่อสร้างโครงการใหม่ๆ มีแนวโน้มที่อาจจะสูงกว่าความต้องการของประชาชนในปัจจุบันประกอบกับสถานการณ์ทางการเมือง อาจทำให้ประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยออกไป รวมทั้ง ธนาคารพาณิชย์อาจมีการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นจากช่วงปกติ เพราะมีความกังวลว่าหากปล่อยสินเชื่อไปแล้ว จะมีอัตราการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น

    ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวด้วยว่า นายกฯ มอบหมายให้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ไปหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนที่มีความต้องการจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านว่าปัจจุบันให้มีความเหมาะสมและไม่สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจากการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่อาจจะเข้มงวดเกินไป

    ทั้งนี้ ภาคอสังหาฯ ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่น เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงตัวเลขในเดือนม.ค. 2557 อุปสงค์และอุปทานชะลอลงตามทิศทางเศรษฐกิจและส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ทางการเมือง

    ความต้องการที่อยู่อาศัยในเดือนม.ค. ลดลงจากเดือนก่อนทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจํานวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ จากธนาคารพาณิชย์ลดลงจากเดือนก่อนที่ 6,836 หน่วย มาอยู่ที่ 6,109 หน่วย เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

    ด้านผู้ประกอบการ ภาพรวมการเปิดขายโครงการใหม่ลดลงจากเดือนก่อน สะท้อนจากจํานวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ที่ลดลงจากเดือนก่อนที่ 10,945 หน่วย มาอยู่ที่ 10,327 หน่วย ตามการลดลงของอาคารชุด ที่เปิดขายไปมากแล้วในปีก่อน รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ และทำให้ผู้ประกอบการเลื่อนเปิดขายโครงการออกไป

    ผู้ประกอบการเปิดขายที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนเนื่องจากสามารถควบคุมต้นทุนได้มากกว่าอาคารชุด

    นายกฯ สนใจ อสังหาฯ เป็นพิเศษ

    แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.เปิดเผยว่าหลังจากที่ สศช.รายงานภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีการชะลอตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้แสดงความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษและกล่าวว่าช่วงนี้มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารพาณิชย์จะเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และหากปล่อยจริงก็มีอัตราดอกเบี้ยที่สูง และอาจกระทบต่อประชาชนในระดับรากหญ้าที่ต้องการซื้อบ้านใหม่

    ขณะที่ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า ธนาคารพาณิชย์มีวิธีพิจารณาเรื่องของการปล่อยเงินกู้อย่างเหมาะสมอยู่แล้วเช่นกัน

    งบเกินพันล้านค้างอนุมัติ 28 โครงการ

    สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ สศช. รายงานว่าการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา มีอัตราการเบิกจ่ายประมาณ 46% ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของภาครัฐที่วางไว้ ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

    ด้าน นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2557 แล้ว 44.97% หรือราว 1.135 ล้านล้านบาท จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2557 ที่วางไว้ 2.525 ล้านล้านบาท คาดว่าจะเกินเป้าหมายการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 ที่วางไว้ 46%

    "ขณะนี้ยังมีงบลงทุนที่มีวงเงินดำเนินการเกิน 1,000 ล้านบาท ประมาณ 28 โครงการ ยังไม่สามารถลงนามหรือดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มีคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลอนุมัติ"

    นอกจากนี้ สศช. ยังได้รายงานสถานการณ์ด้านท่องเที่ยว โดยระบุว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคธุรกิจหลักที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ แต่ก็น่าสังเกตว่า หลังจากมีการชุมนุมทางการเมืองภายในประเทศยืดเยื้อ ก็ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนม.ค.-ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงแล้ว 8% จึงน่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบได้ในอนาคต แต่ก็ยังพอมีสัญญาณที่ดีบ้างว่า ตอนนี้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใน 3 เมืองหลักอยู่ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

    นายกฯ บอกเสียดายโอกาสประเทศ

    สำหรับประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของประเทศในอนาคตนั้น ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้าน ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันนี้ (12 มี.ค.)

    นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ทันที จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างเป็นทางการก่อน แต่ถ้าวินิจฉัยของศาลเป็นผลลบก็ถือว่า น่าเสียดายโอกาสที่ประเทศไทยจะได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า แผนการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชน และเป็นความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ในวงเงินกู้นี้เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะนำไปพิจารณา

    'พงศ์เทพ' ชี้ไม่ต้องรับผิดชอบ

    นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาว่าการกู้เงินในโครงการ 2 ล้านล้านของรัฐบาลในวันที่ 12 มี.ค. นี้ ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่าในเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความเป็นห่วง และเคารพการตัดสินใจของศาล ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาเป็นอย่างไร

    ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องว่าหากศาลตัดสินว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญรัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ขอชี้แจงว่ากรณีนี้รัฐบาลไม่ได้จงใจที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง โดยรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะกู้เงินมาเพื่อใช้พัฒนาการคมนาคมของประเทศ เพียงแต่อาจจะใช้วีธีการใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ก็เลยทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ ทั้งนี้หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ไม่สามารถนำมาใช้ได้ แต่ก็ต้องมีการหาวิธีอื่นๆในการกู้เงิน ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    “ในเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบ หากเป็นในสถานการณ์ปกติในการเสนอกฎหมายหากมีปัญหา นายกฯ อาจต้องลาออก หรือรัฐบาลอาจต้องยุบสภา แต่ตอนนี้รัฐบาลมีการยุบสภาอยู่แล้วและอยู่ในช่วงรักษาการ จึงไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ” นายพงศ์เทพ กล่าว

    'ชัชชาติ' เตรียมใช้งบปกติ

    ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยอมรับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และได้ทำใจไว้แล้วว่าหากศาลตัดสินว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ ก็สามารถหาวิธีการอื่นๆ เพื่อดำเนินการในเรื่องการลงทุนได้ เช่น การกลับไปพิจารณาว่าสามารถใช้พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะในการกู้เงินได้หรือไม่ รวมถึงอาจใช้วิธีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ในการลงทุน

    นอกจากนั้นในส่วนของโครงการต่างๆ ก็ต้องแยกในส่วนที่สามารถดำเนินการได้เลย และคนส่วนใหญ่ให้การยอมรับก่อน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ การพัฒนาท่าเรือ การปรับปรุงถนน 4 ช่องทางการจราจรทั่วประเทศ ซึ่งแผนการลงทุนในส่วนนี้คิดเป็นงบประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ส่วนโครงการที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมากและประชาชนยังมีความคิดเห็นต่างกันอยู่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง มูลค่ารวม 7 แสนล้านบาท ก็อาจต้องชะลอการลงทุนไปก่อน

    “หากศาลฯ บอกว่า ขัดรัฐธรรมนูญส่วนตัวรู้สึกเสียดายโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งไทยไม่ได้มีการลงทุนมานานแล้ว แต่ถ้าวิธีการนี้ไปไม่ได้จริงๆ ก็ต้องหาวิธีการใหม่ในการดำเนินการ ซึ่งยังไม่ถือว่าหมดหนทางเสียทีเดียว” นายชัชชาติ กล่าว

    ส.อ.ท. ห่วงกระทบจีดีพี 7 ปี

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากโครงการนี้ไม่ผ่าน ถือว่าน่าเสียดาย เพราะภาคเอกชนสนับสนุนเต็มที่ เพราะจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 รวมทั้งยังเป็นโครงการลงทุนภาครัฐที่สำคัญ ซึ่งหากโครงการนี้ต้องล่มไป ก็จะกระทบต่อการเติบโตของ จีดีพี ในอีก 7 ปีข้างหน้า เพราะใช้เงินอัดฉีดลงทุนก่อสร้างระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม หากโครงการ 2 ล้านล้านบาท ไม่ผ่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็อยากเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศรื้อโครงการนี้มาดำเนินการใหม่ หรือหากจะทำโครงการใหม่ทั้งหมด ก็ต้องทำให้กระบวนการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีความโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ และสามารถดำเนินโครงการได้อย่างราบรื่น เพราะการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ และยังเป็นการปูพื้นฐานการพัฒนาประเทศ

    "ไม่เพียงแต่รัฐบาลปัจจุบันจะมีโครงการ 2 ล้านล้าน ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีโครงการแบบนี้เช่นเดียวกัน ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านคมนาคมเป็นเรื่องสำคัญ แต่การที่ศาลฯไม่ให้ผ่านโครงการนี้แสดงว่ายังมีปัญหากระบวนการทำงานที่ไม่ถูกต้อง และเสี่ยงต่อการคอร์รัปชันได้ ดังนั้นหากใครเข้ามาเป็นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้" นายวัลลภ กล่าว

    'วราเทพ' แจง 3 แนวทางเป็นไปได้

    ด้าน ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แจ้งให้ที่ประชุม ครม. ทราบว่าในประเด็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาล หากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ โดยตามหลักการ เห็นว่าเมื่อกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ถือว่าหลุดพ้นจากอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ และหากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมยอมรับและดำเนินการตาม

    นายวราเทพ ยังรายงานว่า แนวทางที่เป็นไปได้ของคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมี 3 แนวทาง คือ 1.มีความเห็นว่าการตรา พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2.มีข้อความบางส่วนขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้กฎหมายนั้นตกไป จึงทำให้มีผลบังคับใช้ได้อยู่ และ 3. พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ